02-301-2223 sale@pp.premier.co.th
PREMIER PRODUCTS PUBLIC COMPANY LIMITED

ภาพรวมธุรกิจของบริษัทและบริษัทย่อย

จากสภาวะเศรษฐกิจในปี 2562 ที่เติบโตแบบชะลอตัว จึงส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ตลอดจนการเติบโตในภาคอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างมีเพียงเล็กน้อย ทำให้สถานการณ์การแข่งขันทางการตลาดมีสภาวะรุนแรงมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามจากที่บริษัทได้ขยายแนวทางการดำเนินงานไปยังธุรกิจพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) หรือโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จึงทำให้บริษัทยังคงมียอดขายที่สม่ำเสมอ เพื่อมาชดเชยกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการจัดการน้ำที่มียอดขายลดลง

สรุปผลการดำเนินงาน

ผลการดำเนินงานสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2562  ของบริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 131.25  ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 73.88 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 128.78 เนื่องจากบริษัทย่อยมีการจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ในการดำเนินงานซึ่งเป็นที่ดินและอาคาร ทำให้มีกำไรจากการจำหน่ายทรัพย์สินจำนวน 71.59 ล้านบาท และบริษัทมีการจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ของผลิตภัณฑ์หลังคาซังโก้ทำให้มีกำไรจำนวน 7.72 ล้านบาท  จากการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายแรงงานทำให้บริษัทฯ และบริษัทย่อยรับรู้ผลประโยชน์หลังเกษียณอายุในส่วนของต้นทุนบริการในอดีตเพิ่มขึ้นจำนวน 15.87 ล้านบาท ดังนั้นกำไรจากการดำเนินงานก่อนรายการที่กล่าวข้างต้นจะมีจำนวน 67.81 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 10.44 ล้านบาท โดยมีรายการเปลี่ยนแปลงที่มีสาระสำคัญดังนี้

  1. รายได้จากการขายและบริการของบริษัทและบริษัทย่อยมีจำนวน 1,329.05 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 0.47 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.04 โดยการเปลี่ยนแปลงเกิดจากยอดขายผลิตภัณฑ์เพื่อการจัดการน้ำลดลง 78.96 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์วัสดุและอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และผลิตภัณฑ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาเพิ่มขึ้น 73.67 บาท และรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าของบริษัทย่อยเพิ่มขึ้น 4.82 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นใกล้เคียงกับปีก่อนคือร้อยละ 34
  2. ค่าใช้จ่ายในการขายของบริษัทมีจำนวน 180.23 ล้านบาท สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายคิดเป็นอัตราร้อยละ 16.63 ของรายได้จากการขายและบริการ เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีอัตราร้อยละ 16.58 เนื่องจากในปีปัจจุบันมีการเพิ่มบุคลากรเพื่อรองรับงานด้านการขาย
  3. ค่าใช้จ่ายในการบริหารของบริษัทมีจำนวน 147.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 6.68 ล้านบาท รายการที่สำคัญได้แก่ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่เพิ่มขึ้น 6.26 ล้านบาท ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการติดตามจากการชำระล่าช้าของลูกค้ากลุ่มผู้รับเหมางานก่อสร้างบางราย ค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้น 1.11 ล้านบาทตามแผนงานสรรหาและพัฒนาสินค้าใหม่ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ลดลง 0.69 ล้านบาท
  4. ค่าใช้จ่ายทางการเงินของบริษัทมีจำนวน 7.19 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 0.45 ล้านบาท จากเงินต้นที่ลดลงของเงินกู้ยืมระยะยาว
  5. รายได้ภาษีเงินได้ในส่วนของบริษัทจำนวน 7.26 ล้านบาท เป็นรายได้ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ส่วนใหญ่เกิดจากรายการสำรองผลประโยชน์ระยะยาวของพนักงานและผลขาดทุนสะสมทางภาษีเงินได้นิติบุคคล
  6. ผลการดำเนินงานของบริษัทย่อย (บริษัท อินฟินิท กรีน จำกัด) มีกำไรสุทธิในงวดจำนวน 152.22 ล้านบาท ซึ่งได้รวมกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ใช้ในการดำเนินงานจำนวน 71.59 ล้านบาท ดังนั้นกำไรจากการดำเนินงานก่อนรายการกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์จะมีจำนวน 80.63 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 9.82 ล้านบาท  โดยในงวดมีรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้ารวม 246.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 4.82 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ร้อยละ 62.43  ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 12.36 ล้านบาท อันเนื่องมาจากค่าสำรองแผงเสื่อมสภาพที่ลดลงจากปีก่อน 12.41 ล้านบาท  ค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลงจากปีก่อน 6.90 ล้านบาทจากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวทำให้เงินต้นลดลง  และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้มีจำนวน  13.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากโรงไฟฟ้า (ท่ามะปราง) ได้รับการยกเว้นภาษีจากการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในอัตรา 50% และกำไรจากธุรกิจที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีจากการจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ใช้ในการดำเนินงาน
งบแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม
2562
2561
เพิ่ม(ลด)
สินทรัพย์
1,840.22
1,911.18
(70.96)
หนี้สิน
590.82
734.72
(143.90)
ส่วนของผู้ถือหุ้น
1,249.40
1,176.46
72.94

คำอธิบายรายการในงบแสดงฐานะการเงินที่สำคัญ  

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 บริษัทและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 1,840.22 ล้านบาทลดลงจากปีก่อน จำนวน 70.96 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 590.82 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี จำนวน 143.90 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 1,249.40 ล้านบาท โดยมีรายการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินที่สำคัญดังนี้

(1)  เงินลงทุนชั่วคราวจำนวน 121.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 118.10 ล้านบาท เนื่องจากการนำเงินจากการจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ในการดำเนินงานของบริษัทย่อย มาลงทุนในเงินลงทุนชั่วคราว

(2)  ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น มีจำนวน 269.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10.76 ล้านบาท จากยอดขายในช่วงไตรมาสที่ 4 ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน

(3)  สินค้าคงเหลือมีจำนวน 129.04 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน จำนวน 56.51 ล้านบาท จากส่วนของบริษัท โดยลดลงจากงานระหว่างติดตั้งลดลงจำนวน 34.00 ล้านบาท สินค้าสำเร็จรูปลดลง 16.18 ล้านบาท และวัตถุดิบลดลง 6.33 ล้านบาท

(4) สินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ในการดำเนินงานจำนวน 14.23 ล้านบาทลดลงจากปีก่อนจำนวน 104.42 ล้านบาท จากการจำหน่ายที่ดินและอาคารที่ไม่ได้ใช้ในการดำเนินงานของบริษัทย่อย

(5)  สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น จำนวน 24.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน จำนวน 6.80 ล้านบาท  จากภาษีรอเรียกคืนจำนวน 7.52 ล้านบาท และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่นๆ ลดลง 0.72 ล้านบาท

(6)  เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นมีจำนวน 185.33 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนจำนวน 25.98 ล้านบาท โดยเจ้าหนี้การค้าลดลง 14.18 ล้านบาท เจ้าหนี้อื่นเพิ่มขึ้น 2.58 ล้านบาท และรายได้รับล่วงหน้าและเงินมัดจำรับลดลง 14.38 ล้านบาท

(7)  เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงินลดลงจำนวน 157.27 ล้านบาท จากการจ่ายคืนเงินกู้ยืมระยะยาวของบริษัท 17.04 ล้านบาท และเป็นของบริษัทย่อยจำนวน 140.23 ล้านบาท

(8)  ส่วนของผู้ถือหุ้นมีจำนวน 1,249.40 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทจำนวน 1,022.19 ล้านบาท  และส่วนของผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุมของบริษัทย่อยจำนวน 227.21 ล้านบาท รายการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้นในงวดเกิดจากกำไรสุทธิจำนวน 131.25 ล้านบาท  กำไร(ขาดทุน)เบ็ดเสร็จอื่น (0.85) ล้านบาท เงินปันผลจ่ายของบริษัทจำนวน 15.00 ล้านบาท และเงินปันผลจ่ายให้ผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุมของบริษัทย่อยจำนวน 42.46 ล้านบาท